เขียนโดย นายสุเมธ จิตภักดีบดินทร์
ถ้าหากนึกถึงคำว่าคนกลางคนส่วนใหญ่คงนึกถึงผู้ที่ช่วยงานต่างๆของเรา
เช่น เรื่องการติดต่อประสานงาน การทำงานแทน และอื่นๆอีกมากมาย
แต่หากพูดถึงคำว่าคนกลางในระบบเน็ตเวิร์คแล้ว เป็นอะไรที่อันตรายต่อผู้ใช้งานเน็ตเวิร์คนั้นๆมาก
Man-In-The-Middle คือ
การใช้งานเน็ตเวิร์คทั่วไปนั้น
เมื่อผู้ใช้งานต้องการจะส่งข้อมูลไปยังเน็ตเวิร์ควงอื่นหรือไปยังอินเตอร์เน็ต
จะต้องส่งออกไปยังช่องทางออกของเน็ตเวิร์คนั้นๆ ซึ่งช่องทางออกดังกล่าวนั้นก็คือ Gateway
นั้นเอง
เมื่อ Gateway ได้รับข้อมูลต่อมาจากผู้ใช้งาน Gateway จะทำการค้นหาเส็นทางต่อว่าควรจะส่งข้อมูลดังกล่าวไปทางไหนดี
เมื่อส่งสำเร็จก็จะทำการรอรับข้อมูลกลับมาจากปลายทาง
แล้วนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้กับผู้ใช้งานอีกทีหนึ่ง นั่นหมายความว่าหากมีการกรอก username, password,
ข้อมูลบัตรเครดิต หรือข้อมูลใดๆก็แล้วแต่ที่มีความสำคัญออกไปสู่ภายนอก จำเป็นต้องผ่าน Gateway
ก่อนทั้งสิ้น
เมื่อ Hacker เห็นช่องทางดังกล่าว
ก็เลยคิดหาวิธีการปลอมแปลงเครื่องของตนเองให้กลายเป็น Gateway ซะ
เมื่อเครื่องผู้ใช้งานเห็นว่าเครื่อง Hacker เป็น Gateway
จึงส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังเครื่อง
Hacker แทน ซึ่งทำให้เครื่องของ Hacker ได้รับข้อมูลที่สำคัญทั้งหมดเหล่านั้น
จากนั้น Hacker จึงทำการส่งข้อมูลเหล่านั้นไปยัง Gateway ที่แท้จริงอีกครั้ง
รูปภาพจำลองการทำ
Man-In-The-Middle
สิ่งที่ Hacker
ทำเพื่อให้ผู้ใช้งานคิดว่าเครื่อง
Hacker เป็น Gateway นั้นมักใช้วิธีที่เรียกว่า ARP Poisoning โดยสรุปถึง ARP
Poisoning แบบสั้นๆก็คือ Hacker จะสร้าง packet หนึ่งขึ้นมาแล้วส่งไปให้ผู้ใช้งานทั่วไป
ซึ่งจะเป็นการไปบอกกับเครื่องผู้ใช้งานว่าที่อยู่ (MAC Address, Physical
Addess) ของเครื่อง Hacker เป็นที่อยู่เดียวกับของ Gateway นั่นเอง
โดยในตัวอย่างที่ทำขึ้นจะมีรายละเอียดดังนี้
1.
เครื่องผู้ใช้งานทั่วไปจะใช้ IP เป็น 192.168.168.136
มี
MAC Address คือ 00:0C:29:86:7F:72
2.
เครื่อง Hacker จะใช้ IP
เป็น
192.168.168.130 มี MAC Address คือ 00:0C:29:FF:7D:61
3.
เครื่อง Gateway จะใช้ IP
เป็น
192.168.168.2 มี MAC Address คือ 00:50:56:E3:C7:22
ARP Table ก่อนจะที่โดนโจมตีด้วย
arpspoof
ARP Table หลังโดนโจมตีด้วย
arpspoof
จากภาพจะเห็นว่า IP address 192.168.168.2 ซึ่งเป็น Gateway มี MAC address เหมือนกับ 192.168.168.130 ซึ่งเป็นเครื่อง Hacker ทำให้ในขณะที่ผู้ใช้งานถูกโจมตีด้วย
ARPSpoof ผู้ใช้งานจะทำการส่งข้อมูลไปที่
Hacker แทนที่จะเป็น Gateway
มีเครื่องมือสำหรับการทำ Man-In-The-Middle หลายตัวที่ Hacker
ใช้ทำการดึงข้อมูลสำคัญๆของข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้งานทั่วไปออกมา
เพื่อให้ง่ายต่อการที่ Hacker จะนำไปใช้ต่อเช่น Hamster & Ferret, Middler เป็นต้น

วิธีป้องกัน
จากที่กล่าวมาข้างต้น
จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ Hacker
สามารถดึงข้อมูลออกมาได้
เป็นเพราะการหลอกผู้ใช้งานสำเร็จ และสิ่งที่เราสามารถใช้เหตุการณ์เหล่านี้ได้
มีดังนี้
1.
การกำหนดค่า MAC Address ของ Gateway
แบบถาวร
สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง
Windows: arp -s 192.168.168.2 00-50-56-E3-C7-22
Linux: arp -s 192.168.168.2 00:50:56:E3:C7:22
2.
ใช้โปรแกรมป้องกัน ARP Poisoning
หากเป็น Windows ให้ใช้โปรแกรม
AntiARP และหากเป็น Linux ให้ใช้โปรแกรม ArpOn ครับ
3.
ควบคุมการเข้าถึงระบบเน็ตเวิร์คให้เข้มงวดมากขึ้น
วิธีนี้เป็นการกำหนดเรื่องของสิทธิ์ของ
user มากกว่าว่าใครสามารถเข้าใช้งานระบบเน็ตเวิร์คนั้นๆได้บ้าง หากเป็นระบบ
LAN จะสามารถกันได้ง่ายเพราะจะต้องเสียบกับช่อง LAN ซึ่งทำให้สามารถสังเกตุได้ง่ายและเข้าถึงได้ยากอยู่แล้วครับ
แต่หากเป็นระบบ Wireless LAN ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้งานระบบการเข้ารหัสต่างๆแทนการเปิดแบบ
Public ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบคือ WEP, WPA, WPA2 ครับ
4.
ใช้อุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่มีคณสมบัติป้องกัน ARP
Spoofing
ในปัจจุบันมีอุปกรณ์หลายยี่ห้อที่เห็นถึงภัยอันตรายดังกล่าว
จึงมีการเพิ่มฟังก์ชั่นการตรวจจับและป้องกันการโจมตีแบบ ARP Poisoning ไว้ด้วย
แต่ราคาก็จะมากกว่ารุ่นปกติแต่ไม่มากครับ
บทส่งท้าย
การใช้งานเน็ตเวิร์คภายในองค์กรอาจจะปลอดภัยและใช้งานได้อย่างสบายใจได้มากกว่าระบบเน็ตเวิร์คสาธารณะทั่วไปที่เปิดให้ใครก็สามารถเข้าใช้งานได้ซึ่งอาจจะมี
Hacker แอบแฝงมาใช้งานก็เป็นได้
แต่ก็อย่าลืมเช่นกันว่าการเรียนรู้การโจมตีระบบต่างๆสามารถหาข้อมูลและเรียนรู้ได้โดยไม่ยากเย็นนัก
ซึ่งอาจจะทำให้คนภายในเองที่ทำตัวเป็น Man-In-The-Middle ก็เป็นได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ระวังการใช้งานให้มากขึ้นหรือเพิ่มการป้องกันต่างๆตามที่กล่าวมาด้วยก็จะดีครับ
If you like my blog, Please Donate Me